2008/Oct/10

ไม่ได้อัพ blog มานานมากจนเหมือนกลายเป็น Blog ร้างไปซะแล้ว
วันนี้ว่างๆ เลยนั่งเขียนซะหน่อย

ระหว่างนี้มีเหตุการณ์มากมาย ทั้งสุข ทั้งทุกข์
ที่ช่วงเวลาแห่งความสุขทำไมเรารู้สึกว่ามันสั้นเหลือเกิน
แต่ช่วงเวลาแห่งความทุกข์มันยาวนานจังนะ

ช่วงที่ผ่านมา ผ่านทั้งวันเกิดเค้า  (28 ก.ค.)
และวันเกิดเรามาแล้ว (20 ก.ย.)
ตอนนี้พวกเราทั้งสองคนก็ก้าวเข้าสู่เลข 3 แล้ว
ยิ่งคบกันนานมากขึ้นทำไมความรู้สึกมันเปลี่ยนไป
กลับกลายเป็นเหมือนยิ่งไม่แน่ใจ...

สำหรับเราแล้ว...เรานิ่งและไม่เคยมองใครอีกหลังจากที่คบกับเค้า
ซึ่งเค้าก็เป็นแฟนคนแรกและคนเดียวที่คบมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว
เรามั่นใจว่าเค้าคือคนที่ใช่สำหรับเรา...

แต่สำหรับเค้าแล้ว...ยิ่งคบกันนาน
มันเหมือนกับว่าเค้าไม่แน่ใจในตัวเรามากขึ้นทุกที
ว่าเราเป็คนที่ใช่สำหรับเค้าหรือเปล่า
เค้าจึงพยายามค้นหาคนใหม่อยู่เรื่อยไป...

ช่วงที่มีปัญหาหนัก...
ซึ่งมันอาจจะหนักสำหรับเราคนเดียว
เป็นเราคนเดียวที่คิดมากไป  เพราะรู้เรื่องราวต่างๆ
โดยที่เค้าไม่คิดว่าเราจะรู้เรื่องราวเหล่านั้น
เค้ามองว่าเราไร้สาระ  งอแง  สร้างเรื่อง  โดยไม่มีสาเหตุ
แต่จริงๆ แล้วทุกอย่างล้วนมีสาเหตุ ที่พูดออกมาไม่ได้
ช่วงนั้นเรารู้สึกว่า วันที่ไม่ร้องไห้น้อยมากแทบจะนับวันได้

หลังจากวันที่ทะเลาะกันแรงวันหนึง
เค้าบอกเราว่าถ้าเรายังเป็นอย่างนี้จะทำงานจนดึกทุกวัน...
วันนั้นเราตัดสินใจลาพักร้อนโดยที่คิดว่าจะไม่บอกเค้า
เพื่อกลับบ้าน อย่างน้อยก็เป็นการพักเหนื่อยของใจ
ซึ่งมันก็เป็นช่วงก่อนหน้าวันเกิดของเรา

พอวันเกิดเรามาถึง
เราอยากให้วันเกิดปีนี้เป็นปีที่น่าจดจำสำหรับเรา
 เพราะไม่รู้ว่าจะเป็นปีสุดท้ายของเรากับเค้าหรือป่าว
จึงพยายามทำให้เป็นวันดีๆ ไม่อยากทะเลาะกัน
แม้จะมีบางเรื่องที่เรารู้และไม่สบายใจนัก
เค้าดีกับเราเหมือนไม่มีไรเกิดขึ้นจนวันนั้นก็กลายเป็นวันดีๆ

เราเปลี่ยนใจเรื่องจะแอบกลับบ้านโดยที่ไม่บอก…
เพราะไม่อยากให้มันเหมือนกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องทะเลาะกันเพิ่มขึ้นอีก
เราบอกเค้าดีๆ ว่าเราลาพักร้อนเพื่อจะกลับบ้าน
ตามกำหนด 3 วัน (24- 26 ก.ย.) ที่ลาไว้
เพื่อที่จะกลับบ้าน ไปคิดหาทางออกให้กับชีวิต
และเรื่องราวระหว่างเรา

พอเค้ารู้ก็ตกใจนิดหน่อยที่เราลาโดยที่ไม่ได้ปรึกษา
เพราะช่วงนั้นงานเค้ายุ่งมากจริงๆ
ตอนนั้นเหมือนเค้าอยากกลับบ้านพร้อมเราด้วยแต่ติดที่ต้องทำงานด่วน

เราเลือกเที่ยวรถที่ออกดึกที่สุดคือ 22.30 น.
เพราะไม่อยากให้พ่อต้องอดหลับอดนอนออกมารับ
ระหว่างรอขึ้นรถเค้าไม่ได้นอนเพราะทำงานเร่งๆ มาหลายวันเลยหลับไป
เราก็นั่งพิมพ์สิ่งที่อยากจะบอกเค้าแล้วส่งเข้าใน message hi5

(ซึ่งก็มารู้ทีหลังว่าเค้าไม่ได้อ่านเลย...)

เค้าไปส่งเราขึ้นรถทัวร์กลับบ้าน...ไปส่งจนถึงที่นั่ง
เราได้ที่นั่งหลังสุด แล้วคงเป็นเพราะกลางๆ สัปดาห์ด้วย
เลยทำให้คนบนรถน้อยมากๆ
พอรถทัวร์เริ่มปิดไฟหลังจากออกเดินทางได้สักพัก
แค่นั้นแหละน้ำตาเราก็ไหล...

เรานั่งข้างหลังสุด ไม่มีใครเห็นแล้วก็มืดด้วยเลยเหมือนระบายได้เต็มที่
ระหว่างทาง 7-8 ชั่วโมง มีเวลาคิดและทบทวนเรื่องราวมากมาย
ทั้งสุขและทุกข์  จนทำให้ต้องร้องไห้ออกมา
นานมากแล้วที่เราไม่ได้นั่งรถทัวร์คนเดียวแบบนี้
กลัวเหมือนกันนะแต่ตอนนั้นก็รู้สึกว่าต้องทำให้ได้
ฝึกเอาไว้..เผื่อไม่มีเค้า

กลับไปถึงบ้านสิ่งที่กลัวคือ...
กลัวว่าพ่อเจอกับแม่แล้วจะปล่อยโฮจนทำให้พลอยไม่สบายใจไปด้วย
เลยต้องพยายามทำตัวให้เป็นปกติ
พ่อออกมารอรับตั้งแต่รถยังไม่ถึงปลายทาง
กลับถึงบ้าน คิดว่าจะได้พักใจ แล้วคิดหาทางออกเงียบๆ
แต่ผิดคาดไปถนัด เพราะแทบไม่มีเวลาได้คิดเรื่องนั้น
ได้มาเจอหลานๆ  เล่นกับหลาน ดูหลานทำท่าตลกๆ
เจอพ่อ แม่ แล้วก็พี่ๆ  จนเหมือนมาเติมพลัง
ระหว่างนั้นเราแทบไม่ได้คิดเรื่องที่ทะเลาะกัน
จนวันนึงแม่มานอนด้วย และได้คุยกัน เราก็ร้องไห้
แม่คงไม่สบายใจกับเราเหมือนกัน...แต่ยังไงแม่ก็คงต้องรู้

ช่วงที่อยู่ที่บ้าน..วันหนึ่งเราออกไปซื้อของกับพี่
แม่ของเค้าโทรเข้ามาที่เครื่องเราแล้วถามว่า...

แม่เค้า : ทำไมกลับบ้านไม่พร้อมกันเหรอ...มีปัญหาอะไรหรือเปล่า
เรา: ไม่มีอะไรค่ะ  พอดีวันลาพักร้อนเหลือก็เลยลาแต่...เค้าติดงาน
แม่เค้า:   ...<ชื่อเค้า> .. ก็บอกแม่อย่างนี้เหมือนกัน มีปัญหาอะไรหรือเปล่า
มีอะไรก็ก็บอกแม่นะลูก...

พอเราถูกแม่เค้าถามมากขึ้น
เราก็บอกไปว่า...

เรา :       ก็เรื่องผู้หญิงค่ะแม่  ก่อนหน้านี้ก็มีเรื่องผู้หญิงคนนึง ตอนนี้ก็เป็นอีกคน
             แม่อย่าบอก..เค้า...นะคะว่าแม่รู้
แม่เค้า :  ทำไม <ชื่อเค้า> เป็นคนแบบนี้นะถ้า <ชื่อเรา> ไม่สบายใจแม่ก็จะไม่พูดนะลูก
             แต่จะไม่ให้แม่ช่วยเตือนมันหน่อยเหรอ"
เรา :      ไม่เป็นไรค่ะ ตอนนี้ไม่มีอะไรมากแล้ว ขอบคุณแม่มากค่ะ

เราคิดเสมอว่าเราไม่อยากให้แม่เค้ารู้
หลายครั้งที่มีปัญหาแล้วมีคนถามเราว่า
คุยกับแม่เค้าดีมั๊ย  เราตอบว่าไม่เป็นไร
เพราะไม่อยากให้ผู้ใหญ่ทางเค้าต้องลำบากใจไปด้วย
อีกอย่างถ้าเลิกกันไป เราก็คงเป็นแค่คนนอกคนหนึ่ง...
และเราก็รู้นิสัยเค้าว่าถ้าเค้าจะทำอะไรแล้วคงไม่มีใครห้ามได้..

เค้าพยายามปั่นงานแล้วตามเราไป โดยลาพักร้อน 1 วัน
ทั้งๆ ที่เราบอกว่าไม่เป็นไร
ถ้าเรากลับบ้านได้ก็คงกลับมาที่นี่เองได้แล้ว
และพ่อของเราก็เหมือนจะกลับมาพร้อมกันเพื่อเยี่ยมอา
พอเค้ารู้ว่าพ่อจะกลับมาด้วยเค้าบอกว่า
ยิ่งต้องมารับ...พ่อจะได้เดินทางสบายๆ...

เค้าออกจากกรุงเทพ เช้าวันที่ 26 ก.ย.
แวะธุระแถววังน้อยก่อนแล้วออกเดินทาง
มาถึงบ้านเราประมาณ บ่าย 3 และค้างที่บ้านเรา 1 คืน
ตี 5 พวกเราตื่นเพื่อเดินทางไปบ้านเค้าในอีกจังหวัด
และออกแต่เช้าเพื่อไปถึงจะได้ทานข้าวเช้ากับแม่ของเค้า

นานแล้วที่เราไม่ได้กลับบ้านกับเค้า
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่เป็นสาเหตุของการทะเลาะกันนั้น
หรือการกลับแต่ละครั้งก็น้อยเราก็อยากอยู่ที่บ้านเราด้วย

ตั้งแต่หลานเค้าทั้ง 2 คนกลับมาอยู่ที่บ้าน
เรายังไม่เคยเจอน้องๆ เลย  นอกจากวันที่พามาส่ง 
วันนั้นเค้าจึงชวนกลับด้วย...

เค้ามีเวลาอยู่ที่บ้านเต็มๆ เพียง 1 วัน
แต่ก็บอกเราว่าเป็น 1 วันที่ได้อยู่บ้านมากกว่า…
บางครั้งที่กลับหลายๆ วันซะอีก
เพราะส่วนใหญ่เค้าก็จะเข้าไปหาเพื่อนเค้า ในตัวจังหวัดไม่ได้อยู่ที่บ้าน..

กลับบ้านกับเค้าก็ต้องแปลกใจกับคำถามของแม่
ที่เค้าเรียกเราแล้วถามว่า .... แม่บอกว่าอย่างนี้เธอจะว่าไง
แม่ถามว่าจดทะเบียนไว้ก่อนมั๊ย...

วูบแรกที่เราได้ยิน เราไม่ได้รู้สึกดีใจ
หรือยากจดทะเบียนตามที่แม่เค้าบอกเลย
แต่กลับมีอาการเหมือนน้ำตาตกใน  แล้วตอบแม่ไปในใจว่า...
ที่แม่ถามแม่ปรึกษาลูกชายแม่หรือเปล่าคะ ?
เค้าอยากแต่งงานกับหนูหรือเปล่า ?
เค้ายังพยายามที่จะค้นหาคนที่ใช่อยู่เลย ...
แต่ก็ไม่ได้ตอบไปอย่างที่คิด
ได้แต่หันไปรับฟังแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร..

เล่าเรื่องแม่เค้าบอกให้จดทะเบียนไว้ก่อนให้แม่ฟัง
แม่คงเอาไปคุยกับพ่อ แล้วบอกเราว่า ...
พ่อบอกว่าจดไว้ก่อนก็ดี...
แต่เราไม่อยากจดจริงๆ..
เพราะมันอาจจะเป็นเหตุผล
ที่ทำให้เรายากในการตัดสินใจทำอะไรเข้าไปอีก
ถ้ามีแค่พันธะสัญญาก็คงไม่มีประโชยน์อะไร

ขากลับเข้ากรุงเทพ..พ่อเรากลับเข้ามาด้วย
เพราะจะมาเยี่ยมอาที่ป่วย
ระหว่างทาง พ่อไม่ได้พูดถึงเรื่องที่ทะเลาะกันตามที่เราขอไว้
ได้แต่เล่าชีวิตในวัยหนุ่มให้ฟัง
เค้าฟังแล้วยังบอกเราว่า...
"เราว่า  พ่อเธอเจ๋งอ่ะ"

พ่อมาด้วยรอบนี้ พวกเราก็พาแวะจังหวัดที่เป็นบ้านเกิดพ่อ
แวะสัก ชั่วโมงกว่าๆ ทานข้าวเย็นแล้วก็เดินทางต่อ
มาถึง กทม.ประมาณ 3 ทุ่ม
ก็แวะส่งพ่อที่บ้านอาเลย
ไม่อยากให้พ่อต้องเดินทางมาบ้านอาเองตอนเช้า
เพราะพวกเราทำงานกันหมด ถ้าจะมาส่งก็คงไม่ทัน

เรากับเค้าส่งพ่อที่บ้านอาแล้วอยู่คุยกับอาสักพัก
เห็นอาแล้วก็น่าสงสาร
ชีวิตกำลังมีความสุข ลูกๆ กำลังประสบความสำเร็จ
ได้เป็นหมอทั้ง 2 คน
ชีวิตอากำลังเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
แต่ต้องมาป่วยกับ "โรคมะเร็ง"
ชีวิตมันไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ...

ระหว่างทางที่กลับจากบ้านอา
เค้าคุยกับเราเรื่องที่แม่ให้ตังค์มาบอกว่าเป็นของขวัญวันเกิด
เค้าไม่อยากให้เรารบกวนแม่จึงบอกเราให้ฝากพ่อกลับไปคืน
เราทำตามที่เค้าขอ แล้วเค้าก็ไม่สบายใจ
กลัวว่าแม่จะน้อยใจที่ฝากตังค์คืนไป
เราเลยบอกกับเค้าว่า...
"แม่คงไม่ว่าอะไรหรอก คงเข้าใจ
แต่ก่อนหน้านี้เค้าคุยกับแม่ไว้ว่า...
อาจจะรบกวนแม่มากกว่านี้อีก"

เค้าเลยถามเราว่ารบกวนเรื่องอะไรเหรอ
เราเลยบอกเรื่องที่เคยคุยกับแม่ไว้ช่วงทีทะเลาะกัน
คือเราอาจจะต้องรบกวนแม่เรื่องเงินบ้างในส่วนของค่าหอพัก
ถ้าเลิกกับเค้าแล้วจะต้องย้ายออกมา
เพราะลำพังเงินเดือนเราตอนนี้
หักโน่นหักนี้เหลือสุทธิแล้ว
ก็คงไม่พอในแต่ละเดือนถ้าไม่ได้อยู่กับเค้า

เล่าไปน้ำตาก็ไหลออกมาทั้งๆ ที่ไม่อยากจะไห้ไหล
เค้าก็จับมือเราไปบีบๆ แล้วพูดกับเราว่า
"แม่รู้เรื่องด้วยเหรอ  มิน่าแม่ดูเครียดๆ
แต่ทำไมไม่เห็นแม่ว่าอะไรเราเลย
เธอไม่ต้องไปไหนทั้งนั้นแหละ...อยู่กับเราแบบนี้
เราก็ไม่ดีเองแหละ ที่มีวอกแวกไป..."

แค่เค้ายอมรับแค่นี้เราก็พร้อมจะให้อภัย
แต่เรากลัวว่าจะเป็นเพียงความสำนึกผิด
ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วแต่ก็กลับไปเป็นอีก
ชีวิตของเราคงเหมือนกับโบกี้รถไฟจริงๆ
อยู่บนโบกี้แห่งความสุขบ้าง ความทุกข์บ้าง

หลังจากที่กลับบ้านเราก็ทะเลาะกันน้อยลง
เค้ากลับมาเป็นคนเดิมที่เราเคยรักมากขึ้น
จนเราไม่อยากให้ช่วงเวลานี้มันผ่านไป
แต่ยังไงแล้วชีวิตคนเราก็คงต้องมีความเปลี่ยนแปลง...
ที่เราคงต้องเตรีมใจยอมรับไว้ให้ได้...

Comment

Comment:

Tweet


เราไม่รู้็จะเมนต์ว่าอะไรอ่ะ
แต่เราขอเป็นกำลังใจให้นะ


ไม่ว่าอนาคตจะเป็นแบบไหน ขอให้รักตัวเองไว้ให้มากที่สุด big smile
#2 by ⓣⓞⓝⓞ ♪ At 2008-10-13 17:58,
มีสุขเข้ามาก็รีบเสพไปเถอะน่า..... อย่าคิดอะไรให้มากนักเลย ถึงบทสุขก็มันได้สุขบ้างเถอะไอ้หัวใจอ่อน ๆ เนี่ย ... ไม่สงสารมันบ้างรึไง


... แต่ก็แอบเป็นกำลังใจนะ big smile
#1 by หุ่นดีกันเถอะ At 2008-10-13 15:30,