2008/Jun/26

หลังจากที่เหตุการณ์เริ่มดีขึ้นเราก็กล้าที่จะโทรกลับบ้าน
เพราะถ้าหากเป็นช่วงที่เกิดสถานการณ์แล้ว
เรากลัวจะโทรไปแล้วร้องไห้ให้พ่อกับแม่พลอยเป็นห่วงไปด้วย
แค่ถึงยังไงเราก็ไม่เคยมีความลับ...
เราจึงก็เริ่มเล่าให้ฟัง

พอดีกับวันที่โทรไปนั้น
เป็นวันที่เราได้บัตรบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาแพทย์
ส่วนบัตรบริจาคดวงตาเราได้ก่อนแล้วพักใหญ่
ซึ่งก่อนหน้าที่จะบริจาคได้ขออนุญาตทางบ้านก่อนแล้ว
เราก็บอกแม่ไป ว่าตอนได้บัตรครบแล้ว
หลังจากที่เล่าเรื่องอาทิตย์ที่ผ่านมาให้ฟัง

แม่บอกเราว่า ...
บริจาคดวงตา บริจากร่างกาย...ยังบริจาคได้
ถ้ามันไม่ไหวจริงๆ ก็คิดซะว่า...
บริจาคแฟนอีกสักคนทำไมจะทำไม่ได้เนอะ
รักตัวเองให้มากๆ หน่อย
อย่าทำอะไรไม่ดีๆ นะ

พอแม่พูดเราก็อึ้งไป
มันก็จริงนะ  ขนาดร่างกายของเรา
อวัยวะที่เป็นของเรา เรายังบริจาคได้
แต่ทำไมแฟนที่เป็นของนอกกายของเราแท้ๆ
เรากลับ  พยายามไม่ให้เสียไป
ทั้งๆ ที่เราก็ไม่แน่ใจเลยว่า...
เค้ายังรักเราเหมือนเดิมหรือเปล่า

2008/Jun/23

ที่จริงแล้วช่วงนี้คือกำหนดการที่เค้าต้องไปเทรนที่อินเดีย
ทางบริษัทให้เค้าไปเทรนที่อินเดียวันที่ 23 มิ.ย. - 3 ก.ค.
เค้าไปทำ passport เรียบร้อยเตรียมไปรับแล้วไปทำวีซ่าต่อ
แต่ก่อนวันที่ไปรับ passport หัวหน้ากลับแจ้งว่ายกเลิกการไปเทรนที่อินเดีย
โดยให้ผู้สอนเข้ามาในไทยแทน...
ถ้าเค้าไปอินเดียตอนนคงจะดีกว่า
ที่ต้องอยู่แล้วทะเลาะกันแบบนี้
บางทีการห่างกันบ้างอาจจะทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น...

เมื่อวานหลังจากที่เค้าทะเลาะกับเราช่วง 6 โมงเย็นแล้ว
เค้าก็ขับรถออกจากคอนโดไป
โดยบอกเราว่าขอไปสงบสติอารมณ์ จะเข้าไปทำงานสักพัก
แล้วกลับมาตอนตี 1 ส่วนเรานอนไม่ค่อยหลับทั้งคืน
จนตอนเช้าก็ออกไปยืนทำใจอยู่ที่ระเบียงสักพักใหญ่แล้วเข้ามาอาบน้ำ
เตรียมขนมปัง ไข่ลวกแล้วนั่งกินกาแฟด้วยกัน

เราเพลียและปวดหัวมากจึงบอกเค้าว่าวันนี้ขอลางาน
ถ้าเค้ากินอิ่มแล้วให้ไปได้เลยไม่ต้องรอเรา
เค้ามาแตะที่หน้าผากแล้วบอกเราว่าตัวก็ไม่ร้อน
ปวดหัวเพราะอะไร แล้วจะกินข้าวยังไง
จะเพราะอะไรเหรอ??


เค้ากินเสร็จก็ขยับเข้ามานั่งใกล้ๆ แล้วกอดเรา
พร้อมกับบอกว่า ขอโทษ เราไม่ดีเองแหละที่ใจร้อน
เค้าพูดแค่นี้เราก็โกรธต่อไม่ลง
แต่ความรู้สึกแล้วเหมือนเค้าขอโทษเพราะไม่อยากทะเลาะกันต่อ
8 โมงแล้าเค้ายังไม่ออกมาทำงาน
เรากลัวว่าจะสาย ก็เลยตัดสินใจมาทำงานแทนการลา
เพราะไม่อยากให้เรื่องส่วนตัวมาทำลายเรื่องงานด้วย
แต่ก็มาพร้อมกับอาการตาบวมและปวดหัวมาก เพื่อนเห็นก็ทักกัน
ตลอดทางมาถึงที่ทำงานของเราก็คุยกันแทบนับคำได้...

2008/Jun/22

ไม่ได้เขียนบันทึกนานแล้ว
และไม่ค่อยอยากจะกลับมาเขียนอีกเท่าไหร่นัก
เพราะหวังว่าต่อไปนี้ชีวิตคงจะเหมือนฟ้าหลังฝนเสียที
แต่มันก็เป็นแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ ของเรา

จบเรื่องหนึ่งกับคนหนึ่งไป
กลับเกิดเรื่องใหม่กับคนใหม่อีก
วันนี้เราทะเลาะกับเค้าอีกแล้ว
ซึ่งมันก็เกิดจากความระแวงและงี้เง่าของเราเองด้วย

วันนี้เค้านัดกับเพื่อนคนหนี่งไปกินเหล้าแถวพระราม 2
เราขอตามไปด้วย เพราะเห็นว่า
เราไม่ไปด้วยทีไรมักจะมีเบอร์แปลกๆ
ของผู้หญิงตามมาหลังจากนั้นบ่อยๆ
วันสองวันที่ผ่านมาเราเจอเบอร์ผู้หญิงคนหนึ่ง
ที่คิดว่าเค้าคงกำลังจีบอยู่ จึงยิ่งทำให้เราระแวงมากขึ้น

พอเค้านัดกับเพื่อนเราก็ขอไปด้วย
แรกๆ ก็พูดทีเล่นทีจริงกันเหมือนว่า จะไปด้วยจริงๆเหรอ
เราก็ยืนยันคำเดิมว่าจะขอไปด้วย
เค้าบอกเราว่าไปครั้งนี้ไม่ได้เอารถไปอย่าไปเลย เอาไว้ไปคราวหน้า
เราก็ยิ่งดื้อจะไปเพราะความระแวง

เค้าก็เริ่มโมโหและกลายเป็นฝ่ายโกรธเราเพราะคิดว่าเราจับผิด
และเมื่อก่อนไม่เคยเป็นแบบนี้
เราบอกเค้าไปว่า ก็เมื่อก่อนไม่เคยเป็นแบบนี้เพราะเชื่อใจมาตลอด
แต่เค้าเองเป็นคนทำให้เราเปลี่ยนไป...

เค้าโมโหจึงโทรไปหาเพื่อนเพื่อขอยกเลิกนัด
แล้วบอกเราว่า  "พอใจหรือยัง"
เราตอบเค้าไปว่า เราไม่ได้อยากให้เค้ายกเลิกนัดพียงแต่เราขอไปด้วยเท่านั้นเอง
 หลังจากนั้นเค้าก็เก็บกระเป๋าโน๊ตบุค
แล้วออกจากห้องไปพร้อมกับบอกเราว่าจะไปทำงาน

เค้าโกรธเราทีไรจะออกจากห้องไป
เหมือนเป็นการสงบสติอารมณ์
แต่การกระทำแบบนั้นของเค้ากลับทำให้เราคิดมากและร้องไห้มากขึ้น
เค้าออกจากห้องเพื่อลงไปเอารถที่ลานจอดรถ
เราก็ตามไป แต่เค้าขับรถออกมาแล้วและไม่จอดรับเรา
เราคว้าประตูหลังด้านคนขับได้ก็เปิดออกเค้าจึงต้องจอดรถ
เราก็ขึ้นไปนั่งด้านหลังแล้วออกรถไป
ขับไปได้หน่อยเดียวเค้าก็โมโหมากขึ้น
เอามือตบที่พวงมาลัยอย่างแรงพร้อมกับพูดอย่างโมโหว่า
”อย่ามายุ่งกับชีวิตเราได้มั๊ย”

เราสามาถทำอะไรได้บ้าง???
เราดีใจที่หลังจากที่มีเรี่องครั้งที่แล้วเค้ายังกลับมา
แต่เมื่อพฤติกรรมของเค้าเป็นแบบนี้
คุยกับคนใหม่ หยอดคำหวานกันคนโน้นคนนี้เรื่อยไป
เราทำอะไรได้บ้าง
แม้แต่จะเตือนให้เค้าคิดถึงใจเราบ้างยังไม่สามารถทำได้

เค้าเลี้ยวกลับมาส่งเราที่คอนโด
ลงรถแล้วเปิดประตูหลังบอกให้เราลงจากรถบอกว่าจะขึ้นมาส่ง
เราได้แต่ยังร้องไห้ ...ที่เราตามขึ้นรถไปเพียงแค่อยากขอโทษ
และไม่อยากให้เค้าโกรธแล้วขับรถหนีออกไปแบบนั้น
เราผิดอีกใช่ใหม่  กลายเป็นตามไปยุ่งกับชีวิตของเค้า

คนสองคนใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
ทำอะไรต่อมิอะไรเพื่อหวังสร้างครอบครัวด้วยกัน
สามารถบอกกล่าว ทำอะไร ได้บ้างหรือ
อีกคนทำอะไรไปไม่ต้องรักษาน้ำใจกันงั้นเหรอ


เราเหนื่อยเหลือเกิน
เหนื่อยที่ต้องเป็นฝ่ายผิดอยู่ร่ำไป
เหนื่อยที่ต้องคอยทนเห็นเค้ามีคนใหม่
เหนื่อยที่ต้องร้องไห้คนเดียว โดยไม่มีใครปลอบโยน
เหนื่อยที่จะต้องสู่อยู่บนโลกนี้ด้วยความเจ็บทั้งกายและเจ็บทั้งใจ...

ความคิดชั่ววูบบางอารมณ์ อยากจะตายไปเสียให้พ้นๆ
จากโลกใบนี้ที่แสนจะโหดร้ายกับเรา
อยากทำอะไรก็ได้ที่ตายๆ ไปจากโลกนี้โดยที่มิใช่การ  “ฆ่าตาย”
ร้องไห้ไปต้องคอยปลอบโยนตัวเองไป
ต้องคอยบอกตัวเองว่า เรายังมีพ่อแม่ และคนที่รักเรา
และบอกตัวเองว่าต้องอยู่ชดใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ็บปวดให้หมดในชาตินี้
และอย่าได้ตามมีอีกในชาติหน้าต่อไป...

เหนื่อยเกินจะสู่ต่อ...คิดถึงแม่ คิดถึงบ้าน

edit @ 22 Jun 2008 21:40:42 by BENO

edit @ 23 Jun 2008 11:05:30 by BENO